มาดูกัน น้ำมันเครื่องมีกี่ประเภท

January 10, 2017 saranaru No comments

น้ำมันเครื่องมีกี่ประเภท?

บางท่านอาจสงสัยว่าเจ้าน้ำมันเครื่องที่เราใช้ๆ กันอยู่นี่มันมีอยู่กี่ประเภทกันแน่ ในเมื่อท่านเกิดข้อสงสัย เราก็พร้อมจะรีบหาคำตอบให้ทันที

น้ำมันเครื่องที่เราใช้มีอยู่มากมายหลายชนิด หลายเกรด มีความเหมาะสมกับเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงต้องแยกประเภทเพื่อให้เลือกใช้ได้ถูกต้อง โดยทั่วไปมีการแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

1.แบ่งตามชนิดของน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน  ซึ่งจะบอกถึงอายุการใช้งานเป็นหลักไล่เรียงกันลงมาจากน้อยไปหามาก แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

-น้ำมันเครื่องธรรมดาที่ผลิตจากน้ำมันแร่ (Mineral Oil)
-น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi-Synthetic,Synthetic Blend) ผลิตจากน้ำมันแร่ และน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์
-น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ (Fully Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานสังเคราะห์

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์มีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพการใช้งานที่ความร้อนสูงได้ดี และไหลได้ดีที่อุณหภูมิต่ำ อีกทั้งมีอายุการใช้งานนานกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดามาก และมีราคาสูงกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดามากเช่นกัน  ดังนั้นจึงควรพิจารณาว่าใช้แล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายกับราคาน้ำมันที่ต้องจ่ายแพงขึ้น

2.แบ่งตามชนิดความหนืด  เนื่องจากความหนืดจะมีส่วนสำคัญในการป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ กล่าวคือหากน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยเกินไป จะไม่สามารถคงสภาพเป็นฟิลม์บางๆ แทรกระหว่างผิวของโลหะ หรือถ้ามีความหนืดมากเกินไป ก็ไม่สามารถถูกปั๊มไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง ดดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

-น้ำมันเกรดเดียว (Monograde) โดย SAE (Society Of Automotive Engineers) หรือสมาคมวิศวกรรมยานยนต์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้วางมาตรฐานโดยแบ่งตามค่าความข้นใสได้แก่  SAE 0W, 5W, 10W,
15W, 20W, 25W อักษร W (Winter) สำหรับใช้ในเขตหนาว และ SAE 20, 30, 40, 50 และ 60
สำหรับใช้ในเขตร้อน
-น้ำมันเครื่องเกรดรวม (Multigrade) เป็นการพัฒนาน้ำมันเครื่องให้สามารถใช้งานได้ทั้งสภาพร้อนและเย็น น้ำมันเครื่องเกรดรวมจะมีค่าดัชนีความหนืดสูง สามารทนต่อารเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ดีกว่าน้ำมันเครื่องเกรดเดียว เช่น SAE 5W-40, 10W-30, 15W-40, 20W-50 เป็นต้น

3.แบ่งตามชั้นคุณภาพด้านการใช้งาน  ซึ่งมีหลายสถาบันเป็นผู้แบ่งเกรด แต่มาตรฐานที่แพร่หลาย ได้แก่ มาตรฐาน APIโดยสถาบันปิโตเลียมแห่งสหรัฐอเมริกา (American Petroleum Institute)
ที่กำหนดมาตรฐานน้ำมันเครื่องโดยแบ่งออกตามประเภทของเครื่องยนต์ ดังนี้

-น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน จะใช้อักษร S (Station  Service) นำหน้า เรียงตามลำดับได้แก่
API  SA, SB, SC, SD, SE, SF, SG, SH, SJ, SL, SM และสูงสุดในปัจจุบันคือ SN โดย A,
B,C,…,Nเป็นการแบ่งระดับชั้นคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่ได้พัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้น
-น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล จะใช้อักษร C (Commercial Service) นำหน้า เรียงตามลำดับ ได้แก่
API  CA, CB, CC, CD, CD-II, CE, CF-4, CF, CF-2, CG-4, CH-4, CI-4, CI-4PLUS  และสูงสุดในปัจจุบันคือ CJ-4

ประเทศไทยมีการจำหน่ายน้ำมันเครื่องเกือบทุกชั้นคุณภาพ ยกเว้น SA, SB, CA, CB เนื่องจากเป็นชั้นคุณภาพที่ไม่มีสารเติมแต่ง หรือมีก็มีน้อยมากจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้งาน ซึ่งตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่องกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันหล่อลื่น ได้กำหนดห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายน้ำมันเครื่องชั้นคุณภาพดังกล่าวแล้ว

API บ่งบอกถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่อง โดยน้ำมันเครื่องที่จำหน่ายในปัจจุบันส่วนใหญ่มีการระบุ API ที่มีอักษร S และ C อยู่ด้วยกัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล เช่น API  SF/CF,  CG-4/SG เป็นต้น แต่การนำไปใช้จะเหมาะสมกับเครื่องยนต์ประเภทใดมากกว่ากัน ให้สังเกตจากชั้นคุณภาพ API นั้น ขึ้นต้นด้วยอักษร S หรือ C

ขอบคุณสาระความรู้ดีๆ จาก กรมธุรกิจพลังงาน  กระทรวงพลังงาน

Related Posts

Loading Facebook Comments ...

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top
image